ทะเลทรายอาตากามา

ทะเลทราย

หากจะต้องพูดกันถึงประเทศชิลีลแล้ว ประเทศนี้อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักของคนไทยมากนัก ครั้งนี้เราจะเล่าถึงทะเลทรายในชิลี เป็นทะเลทรายที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ นั่นก็คือทะเลทรายอาตากามา (ATACAMA)

ทะเลทรายอาตากามาตั้งอยู่ทางตอนเหนือของชิลี โดยจุดเด่นของทะเลทรายแห่งนี้คือเป็นสถานที่ที่มีอากาศแห้งที่สุดในโลก โดยรอบๆ ทะเลทรายจะมีสถานที่ท่องเที่ยว และภูมิประเทศที่หลากหลายมากไม่ว่าจะหุบเขาที่มีหินรูปร่างประหลาด บ่อน้ำพุร้อน ภูเขาไฟ ทะเลสาบสีสันแปลกตา รวมถึงที่นี่ยังมีกิจกรรมมากมายให้เลือกทำเหมาะสำหรับวัยรุ่นที่ชอบผจญภัยและอยากได้ประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ

ทะเลทรายแห่งนี้ ขึ้นชื่อว่าแห้งแล้งที่สุดของโลก ประกอบไปด้วยแอ่งดินเค็มแห้งหลายแอ่งติดต่อกัน แม้ว่าเกือบจะไม่มีพืชขึ้นเลย แต่ก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยไนเตรต ไอโอดีน และบอแรกซ์ เมืองในทะเลทรายอย่างกาลามาประสบภาวะแล้งจัดยาวนาน 400 ปี ซึ่งเพิ่งสิ้นสุดเมื่อปี ค.ศ. 1971 ในอดีต ทะเลทรายแห่งนี้เคยเป็นชนวนเหตุของการก่อสงครามระหว่างโบลิเวียกับชิลี ซึ่งเดิมทีพื้นที่แห่งนี้อยู่ภายใต้การปกครองของโบลิเวีย แต่ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุ ทำให้ชิลีตัดสินใจ ใช้กำลังที่จะประหัตประหารหักเอาพื้นที่ดังกล่าวหลังจากที่ทำการรบกันมาอย่างยาวนานในที่สุด ทัพชิลีก็เป็นฝ่ายกำชัย ได้ยึดครองทะเลทรายอันกว้างใหญ่และเมืองท่าอัน โตฟากัสตา ส่วนโบลิเวียก็ต้องถอยทัพในที่ตั้งอันสูงชันเช่นในปัจจุบัน สงครามการแย่งชิงทะเลทรายในครั้งนั้นเรียกว่า สงครามแปซิฟิก

สภาพทางภูมิศาสตร์

พื้นที่โดยทั่วไปของทางอาตากามาถูกปกคลุมไปด้วยแอ่งดินสลับกับผืนทรายราบเรียบ ดูเวิ้งว้างและทอดยาวสุดลูกหูลูกตา สภาพทางภูมิศาสตร์ของทะเลทรายเป็นที่ราบสูง ลาดชันขนานไปกับแนวเทือกเขาแอนดีสซึ่งเป็นเทือกเขาสูงตะหง่านที่ทอดยาวไปตามไหล่ทวีปอเมริกาใต้ส่วนด้านตะวันตกติดกับหมาสมุทรแปซิฟิก ในทะเลทรายมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยเพียงแค่ 1 มิลลิเมตรต่อปี ในขณะที่บางพื้นที่ของทะเลทรายกลายเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยมีฝนตกอีกเลย การที่ฝนตกน้อยตามที่กล่าวก่อนหน้านี้ทำให้ทะเลทรายแห่งนี้เป็นทะเลทรายที่แห้งแล้งที่สุดในโลก ในอาณาเขตของเทะเลทรายจึงเต็มไปด้วย ทราย เกลือ และกระแสลาวา

ความแห้งแล้งความร้อนอบอ้าว ที่เกิดขึ้นบนทะเลทรายอาตากามาเกิดจากปัจจัยสำคัญสองประการ การที่มีเทือกเขาสูงตะหง่านขวางกั้นอยู่ทางทิศตะวันออกทำให้ลมฝนไม่สามารถฝ่าปราการธรรมชาติเข้ามาถึงทะเลทรายแห่งนี้ได้ และแม้อีกฟากจะติดกับมหาสมุทรแปซิฟิกแต่พื้นที่ดังกล่าวกลับถูกจัดให้เป็นพื้นที่ที่เรียกว่าแอนติไซโคลน ซึ่งแทบจะไม่มีพายุพัดผ่านมาเลย ความร้อนระอุจึงถูกทับถมลงบนทะเลทรายแห่งนี้โดยไม่มีปัจจัยให้ผ่อนคลายหรือทำให้ระบายได้เลย แต่ทะเลทรายอาตากามาก็ไม่ใช่ว่าจะแห้งแล้งไปทั้งหมด เพราะสายลมตะวันตกยังพัดพาไอระเหิดระเหยจากมหาสมุทรแปซิฟิกพัดเข้ามาสู่ทะเลทรายแห่งนี้บ้างแต่ไม่บ่อย แม้จะเป็นเพียงไอน้ำชุ่มช่ำเพียงเล็กน้อย แต่ก็มากพอให้สิ่งมีชีวิตบางชนิตสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้บนผืนแผ่นดินทะเลทรายแห่งนี้

ในช่วงเดือนกันยายน – พฤศจิกายน บางปีจะเกิดฝนตกบางพื้นที่สร้างความชุ่มชื้นให้กับที่แห่งนี้บ้าง แม้ทะเลทรายแห่งนี้จะมีฝนตกเฉลี่ย 1 มิลลิเมตรต่อปีและหากฝนตกมากเพียงพอ ก็จะส่งผลก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Desert Bloom หรือปรากฏการณ์ทะเลาทรายบานสะพรั่ง ชุบชีวิตให้ทุ่งดอกไม้ที่แห้ง กลับมาเบ่งบานสวยงามอีกครั้ง กลายเป็นดอกไม้ที่สีสันสดใส โดยเฉพาะดอกไม้สีเหลืองกับสีม่วง เบ่งบานตัดสีกันอย่างงดงาม ปกคลุมไปทั่วผืนดินอันแห้งแล้ง พืชที่พอจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ในทะเลทรายแห่งนี้ มีพืชพรรณอีกกว่า 200 ชนิด Desert Bloom เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นทุกปีนาทีปีหนกว่าจะเกิดปรากฏการณ์นี้อีกที การบานของดอกไม้ในทะเลทรายอาตากามาจึงนับว่าเป็นอีกความน่าอัศจรรย์ของธรรมชาติที่นำมาซึ่งความสุขแก่คนในพื้นที่ และยังดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากเช่นเดียวกัน

นอกจากแง่มุมทางวิทยาศาสตร์และทางธรรมชาติแล้ว Desert bloom ก็ทำให้คนเรามองเห็นแง่มุมดีๆ แง่มุมหนึ่งเช่นกันว่า แม้ทะเลทรายที่แห้งแล้งมาก ก็ยังมีดอกไม้เบ่งบานขึ้นได้ เปรียบเหมือนปัญหาใหญ่ที่เข้ามาในชีวิตเรา แต่ถ้าเรามีความหวังเราก็จะผ่านมันไปได้