ประวัติศาสตร์ของทะเลทราย Kalahari

ทะเลทราย Kalahari เป็นทะเลทราย ตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกาใต้ มีพื้นที่ทั้งหมด 900,000 ตร.กม. ครอบคลุม ประเทศ Botswana และอาณาเขตบางส่วนของประเทศแอฟริกาใต้กับ Namibia อีกทั้งมีปริมาณน้ำฝนน้อย ในช่วงฤดูร้อนมีอุณหภูมิสูงมาก

แต่ถึงจะร้อนยังไงก็ยังพอมีฝนตกลงมาอยู่บ้างและตกมากกว่าทะเลทรายแห่งอื่นๆ จึงทำให้ทะเลทราย Namibia ขึ้นชื่อว่าเป็นทะเลทรายซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งแอฟริกา ส่งผลให้มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย สภาพภูมิประเทศเป็นทุ่งหญ้าสลับกับต้นไม้ คล้ายทุ่ง Sawanna ในสมัยโบราณกาลทะเลทราย Kalahari เคยมีอาณาเขตกว้างขวางไปจนถึงทะเลทราย Zahara ทางตอนเหนือ สำหรับในปัจจุบันอุณหภูมิในตอนกลางวันอาจมีอากาศร้อนจัดได้ถึง 70 องศาเซลเซียส ในช่วงกลางคืนอาจมีอุณหภูมิต่ำจนถึงขั้นติดลบ

ทะเลทราย Kalahari เป็นสถานที่แห้งแล้ง ประกอบด้วยทราย , เกลือและหญ้า แต่หลายๆคนอาจจะไม่ทราบว่า ดินแดนแห่งนี้คือ บ้านของชนเผ่าน่าสนใจที่สุดอีกเผ่าหนึ่งของโลก ทะเลทราย Kalahari ตั้งอยู่ถัดไปจากทางทิศ ตะวันตกเฉียงเหนือของแอฟริกาใต้ขึ้นไป เปรียบได้กับผลงานชิ้นเอกซึ่งคงอยู่เหนือกาลเวลา เป็นผลงานศิลปะที่ถูกสร้างสรรค์จากธรรมชาติ ทะเลทรายสีเหลืองส้มมีอายุเก่าแก่ยาวนาน เมื่อมองจากมุมสูงจะสัมผัสได้ถึงพลังราวกับจะแผ่กว้างออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ทะเลทราย Kalahari เป็นที่ราบอันกว้างใหญ่ไพศาล ตั้งอยู่บนที่ราบสูงของประเทศแอฟริกา เป็นผืนทรายอันมีอาณาเขตติดต่อกันยาวสุดในโลก ปราศจากบริเวณที่เป็นหิน มาคั่นอย่างทะเลทราย Zahara

ทะเลทราย Kalahari เต็มไปด้วยความงดงาม แผ่อำนาจแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ อีกทั้งยังเคล้าไปด้วยบรรยากาศรวมทั้งวัฒนธรรมของยุคก่อนประวัติศาสตร์ ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมดของ Botswana ทอดตัวเข้าไปใน Namibia ทางทิศตะวันตก ก่อนวกขึ้นไปทางเหนือเข้าไปทาง Angola , Zambia และ Zimbabwe

ผู้คนในพื้นที่เรียก Kalahari ว่า ‘ที่โล่งร้าง’ ซึ่งแปลว่าความกว้างใหญ่ , เก่าแก่ เข้าไปได้อย่างยากยิ่ง จนกลายมาเป็นหีบสมบัติปิดตายของอารายธรรมอันหายสาบสูญไปเมื่อ 500,000 ปีก่อน อีกทั้งยังเป็นถิ่นอาศัยและแหล่งล่าสัตว์ของชนเผ่า Bushmen หนึ่งในชนเผ่าเก่าแก่สุดในโลก พวกเขามีวิถีชีวิตไม่เปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลาถึง 25,000 ปีแล้ว พวกเขามีทักษะเฉพาะตัว สามารถปรับตัวให้เข้าความร้อนอันแสนหฤโหด , การขาดน้ำ รวมทั้งช่วงเวลาแห่งการขาดแคลนอาหารได้อย่างน่าอัศจรรย์ ถึงแม้ทุกวันนี้ประชากรชาว Bushmen จะเหลืออยู่ไม่กี่พันคน หากแต่บรรพบุรุษของพวกเขาก็ได้ทิ้งมรดก ซึ่งเป็นภาพเขียนสีบนผนังถ้ำไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีความพิเศษ คือ ‘พืช’ ซึ่งสามารถปรับตัวได้ดีกับแสงแดดรวมทั้งพายุทะเลทราย มันมีชื่อเรียกว่า ‘Bushman’s Candle’ เพราะก้านของติดไฟได้ง่าย